
ดีอี เดินหน้า TH-AI Passport เฟส 2 ของบปี 70 แล้วกว่า 900 ล้านบาท
แจงบริษัทชนะประมูลมีประสบการณ์รับงานรัฐบิ๊กโปรเจค ให้คะแนนทางเทคนิค มากกว่าราคา ชี้ใช้งบประชาสัมพันธ์เกือบ 40 ล้าน เหตุกลัวไม่มีคนใช้งาน เดินหน้าเฟส 2 อยู่ระหว่างของบกระทรวง กว่า 900 ล้าน
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงไทม์ไลน์โครงการ TH-AI Passport ว่า โครงการเริ่มตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล รับตำแหน่ง เมื่อ ปลาย ก.ย.-ต้น ต.ค.2568 ซึ่งในวันนั้น เป็นนโยบายหลักเรื่องอัปสกิล รีสกิล โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ให้เป็นนโยบาย และเริ่มคิดโครงการผ่านคณะกรรมการคอมพิวเตอร์ของกระทรวง เมื่อ 5 พ.ย.2568 มีการประมาณการณ์ราคาเบื้องต้น เพื่อทำงบประมาณ ดูว่ามีวงเงินเหลือเท่าไหร่ ซึ่ง ณ ขณะนั้น กระทรวงดีอีตั้งงบประมาณไม่ทัน ใช้งบกลางก็ไม่ได้ จึงต้องได้ใช้งบของกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ซึ่งเหลืออยู่กว่า 1,000 ล้านบาท ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง
ทั้งนี้ การใช้เงินกองทุนเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนตามกฎหมาย และ รายงานต่อ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ แต่เป็นเงินนอกงบประมาณ จึงไม่เกี่ยวกับ ครม. ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายการใช้จ่ายเงินกองทุน และคณะกรรมการบริหารกองทุน และได้ทำแผนขออนุมัติแผนกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พร้อมทั้งโครงการใหม่ 3 โครงการ และโครงการต่อเนื่อง 4-5 โครงการ และทำการจัดซื้อจัดจ้าง 17 พ.ย. 2568 และได้ทำประชาพิจารณ์ มีคนคนสนใจประชาพิจารณ์ 7 ราย
ประกาศเชิญชวน 24 ธ.ค. -26 ม.ค. ไม่น้อยกว่า 20 วัน และเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอราคา มีเอกชนสนใจ 3 ราย ซึ่งมูลค่าโครงการที่ประมูล 1,621 ล้านบาท สามารถประหยัดเงินได้ 29 ล้านบาท จากราคากลางที่กำหนดไว้ จากนั้นจึงลงนามสัญญา 7 เม.ย. ยืนยันว่าดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ไม่ได้เร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ข้อมูลการใช้งาน AI จะไปต่อยอดกับ THAI LLM ของไทย เพื่อประมวลผลการใช้งาน AI ของประเทศได้ ซึ่งโครงการนี้ เตรียมต่อยอดสู่เฟส 2 และ 3 โดยในเฟสที่ 2 กระทรวงดีอีได้เสนอของบประมาณปี 2570 ไปแล้วกว่า 900 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ส่วนประเด็นล็อคสเป็กให้กับเอกชนที่มีคอนเน็คชั่นกับพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ นั้น ตนเองไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ และไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่โดยหลักการต้องการบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์ในการรับงานโครงการภาครัฐขนาดใหญ่มาก่อน
ส่วนเรื่องการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อนั้น ต้องยอมรับว่า เป็นแผนประชาสัมพันธ์หลายรูปแบบ ตั้งแต่การเดินสายโรดโชว์ 4 ภาค ทั่วประเทศ ฝึกอบรม จัดคอร์สเวิร์ก เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนเข้าร่วมโครงการที่กำหนดไว้ 5 ล้านสิทธิ์ จากกลุ่มเป้าหมายอายุ 15 ปีขึ้นไป และตัดคนสูงวัยออก
ส่วนการบริหารสิทธิ์ 5 ล้านสิทธิ์ว่าจะแบ่งโควต้าอย่างไรนั้น จะต้องทำในรูปแบบคณะกรรมการ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นั่งเป็นกรรมการทำงานร่วมกัน โดยปลัดกระทรวงดีอี ย้ำว่า การที่กระทรวงต้องซื้อ AI แบบเหมาเพราะจะทำให้สามารถเก็บข้อมูลประมวลผลไว้ที่กระทรวงเองได้ ไม่ได้ไปเก็บไว้ที่ต่างประเทศเหมือนการซื้อเดี่ยวๆ และการซื้อเดี่ยวจะเข้าข่ายการแบ่งซื้อ แบ่งจ้าง
ขณะที่นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า การคัดเลือกผู้ชนะโครงการโดยหลักการจะพิจารณาด้าน เทคนิค 80 % ราคา 20% ซึ่งโครงการนี้เกี่ยวข้องกับระบบไอที ที่มีความหลากหลาย จึงต้องให้น้ำหนักทางเทคนิคมากกว่า และมีรายละเอียดในการให้คะแนน ถ้าบริษัทเคยทำงานขนาดใหญ่กับโครงการรัฐระดับพันล้าน ก็จะได้คะแนนมากกว่า การให้โมเดล ต้องเป็น 1 ใน 5 ที่นิยมของโลก
หลังจากนั้นค่อยไปไปโฟกัสเรื่องการเสนอราคา ซึ่งหากผู้บริโภคซื้อเองราคาตลาดอยู่ที่ 19-20 เหรียญสหรัฐต่อเดือนต่อคน แต่โครงการนี้เหลือเพียง 27 บาท
สำหรับการทำงานของกองทุนในการให้เงินสนับสนุนแต่ละโครงการนั้น มาจากทั้งการเปิดรับโครงการจากภายนอก ทั้งรัฐ เอกชน และคนธรรมดา และการให้หน่วยงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคม ซึ่ง สดช.สามารถขอเงินได้ เพราะเกี่ยวข้องกับทักษะดิจิทัล รวมถึงโครงการพิเศษด้านอื่นๆที่ผ่านมา เช่น การทำ 5G เป็นต้น
ขณะนี้เหลือเงินอยู่ในกองทุนประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท โดยแต่ละปีได้รับเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ละปีประมาณนี้ และหากปีไหนมีการประมูลคลื่นความถี่กองทุนจะได้รับเงินสูงถึง 3,000-4,000 ล้านบาท ต่อปี







