
เปิดโผ 5 หุ้นเด่น หลบภัย 3 ปัจจัยลบ ฉุด SET ร่วงหลุด 1,500 จุด
ตลาดหุ้นไทยผันผวนหนักตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ความกังวลฟองสบู่ AI และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ลดลง บล.เอเซีย พลัส แนะปรับพอร์ตรับมือด้วยหุ้น Defensive และ Anti-Commodity
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลงหลุด 1,500 จุด โดยมีแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยลบภายนอกประเทศ คือ ราคาน้ำมันดิบลดลง, ความกังวลภาวะฟองสบู่ AI และ Bond Yield สหรัฐฯ ที่ปรับตัวลง
- โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความเปราะบางสูง เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีมีสัดส่วนรวมกันกว่า 52% ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยลบดังกล่าว
- บล.เอเซีย พลัส แนะนำ 5 หุ้นเด่น หลุมหลบภัยในภาวะตลาดผันผวน ได้แก่ BGRIM, CPN, BH, THAI และ SAWAD
ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (3 พ.ย.2569) ล่าสุด เวลา 15.09 น. ปรับลดลง 9.36 จุด หรือลดลง 0.62% มาอยู่ที่ 1,497.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,354.27 ล้านบาท
การเคลื่อนไหวระหว่างวันมีความผันผวนค่อนข้างสูง ดัชนีขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,507.40 จุด ก่อนจะเผชิญแรงขายจนย่อตัวลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 1,493.41 จุด
3 มรสุมเศรษฐกิจโลกเข้ามากดดันตลาด
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า การปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้เกิดจากการเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยมหภาคภายนอกประเทศพร้อมกัน ได้แก่
การลดลงของส่วนเพิ่มความเสี่ยง (Risk Premium) ในราคาน้ำมันดิบโลก
ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวย่อลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 96.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีเปเซชเคียนของอิหร่านเปิดเผยว่าได้รับอำนาจเพิ่มเติมจากผู้นำสูงสุดในการเจรจาสันติภาพ ขณะที่ทางฝั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าข้อตกลงกับอิหร่าน “อาจเกิดขึ้นได้” ส่งผลให้ตลาดคลายความกังวลด้านอุปทานและปรับลด Risk Premium ของราคาน้ำมันลงอย่างรวดเร็ว
ความกังวลต่อภาวะฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI Bubble)
ความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงสั่นคลอน สะท้อนจากดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ SOX ที่ร่วงลง 2 วันทำการติดต่อกัน โดยลดลง 7.2% ในวันศุกร์ที่ 30 ต.ค.2569 และปรับตัวลดลงต่ออีก 3.4% ในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย.2569
ปัจจัยลบหลักเกิดจากกระแสข่าวที่ว่า Anthropic วางแผนใช้จ่ายงบประมาณมากกว่า 895,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมระดมทุนสูงสุด 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะทำ IPO ส่งผลให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่ใช้เม็ดเงินมหาศาล
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวลงต่อเนื่อง
Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดบริเวณ 5.35% ในเดือน ต.ค.2569 ลงมาแตะระดับประมาณ 4.92% สะท้อนทั้งการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Flight to Safety) และแรงกดดันเงินเฟ้อที่เริ่มผ่อนคลายลงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ความเปราะบางของโครงสร้างตลาดหุ้นไทยต่อปัจจัยภายนอก
การปรับตัวลดลงของดัชนีในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยที่มีความอ่อนไหวสูงต่อทั้งราคาน้ำมันและกระแสเทคโนโลยีโลก
- กลุ่มเทคโนโลยี (ETRON + ICT) มีน้ำหนักในตลาดคิดเป็นสัดส่วนราว 24.8%
- กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน (ENERG, PETRO, FOOD, AGRI) มีสัดส่วนในตลาดราว 26.9%
เมื่อนำทั้งสองกลุ่มนี้มารวมกันจะครองสัดส่วนสูงถึงประมาณ 52% ของตลาดหุ้นไทย ทำให้การอ่อนตัวของราคาน้ำมันดิบและความวิตกเรื่องฟองสบู่ AI ส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนีโดยตรง
นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีสัดส่วนอีก 15% ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากทิศทาง Bond Yield ขาลงอีกด้วย
กลยุทธ์การจัดพอร์ต-คัดสรรหุ้นเด่นรับมือความผันผวน
เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ผู้ลงทุนปรับกลยุทธ์โดยเน้นกลุ่ม Anti-Commodity, Anti-Yield และ Defensive โดยมีหุ้นเด่นที่น่าสนใจจำแนกตามปัจจัยพื้นฐาน ประกอบด้วย
BGRIM แนะนำ Trading ระยะสั้น เพื่อเก็งกำไรตามโมเมนตัมผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และสามารถทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาวเพื่อรอการฟื้นตัวในปี 2570
CPN คาดการณ์กำไรปกติในไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ปัจจัยหนุนมาจากการเพิ่มขึ้นของ Traffic ผู้ใช้บริการในศูนย์การค้า รวมถึงการเดินหน้าเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น เซ็นทรัลพระราม 9 และ Mega Bangna เฟส 2
BH คาดกำไรปกติงวดไตรมาส 3/2569 จะทำสถิติ จุดสูงสุดของปี และเติบโตเด่นทั้ง YoY และ QoQ ขับเคลื่อนด้วยรายได้โรงพยาบาลที่ขยายตัว 8–10% YoY ตลอดจนสัดส่วนการรักษาพยาบาลกลุ่มโรคซับซ้อน (Complex Care) ที่มีอัตรากำไร (Margin) สูงเพิ่มขึ้น
THAI จัดเป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับ เก็งกำไรจากการฟื้นตัวของธุรกิจและทิศทางราคาน้ำมันขาลง โดยมีระดับมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจด้วย PER เพียง 8.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่อยู่ราว 12 เท่า
SAWAD ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากแนวโน้ม Bond Yield ขาลง และมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องระมัดระวังในประเด็น Coverage Ratio ที่ยังต่ำกว่ากลุ่ม จึงแนะนำเป็นลักษณะการเก็งกำไร







