posttoday
ย้อนรอยปฐมบท 'คดีพ่อทิพย์' สู่มหากาพย์ผู้ต้องกักหาย 529 คน

ย้อนรอยปฐมบท 'คดีพ่อทิพย์' สู่มหากาพย์ผู้ต้องกักหาย 529 คน

03 พฤศจิกายน 2569

จากขบวนการพ่อทิพย์สวมสัญชาติไทย สู่ปมผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายจาก ตม.สวนพลู 529 ราย พบพิรุธใช้คดีทิพย์สร้างหมายจับ อายัดตัวออกจากห้องกัก ก่อนปล่อยประกันแล้วหลบหนี

ขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร หรือที่เรียกกันว่า “คดีพ่อทิพย์” กำลังขยายไปสู่ประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงของประเทศ หลังคณะกรรมาธิการการกฎหมาย ตรวจพบข้อมูลผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายตัวไปจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สวนพลู กรุงเทพมหานคร จำนวนหลายร้อยราย

 

ข้อมูลที่นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ “สส.โตโต้” ในฐานะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่าช่วงปี 2561 ถึงต้นปี 2569 มีผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายไปจากระบบการควบคุมตัวรวม 529 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวจีน 325 ราย และเฉพาะกลุ่มชาวจีนที่ไม่มีข้อมูลการส่งตัวกลับเข้ามายัง ตม.สวนพลู พบจำนวน 147 ราย

 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การตรวจสอบยังพบพฤติการณ์สร้างคดีขึ้นมาโดยไม่มีมูลความจริง หรือ “คดีทิพย์” ใช้ผู้เสียหายปลอมเข้าแจ้งความ ก่อนนำหมายจับมาอายัดตัวผู้ต้องกักออกจากห้องกัก ตม. แล้วดำเนินการให้ได้รับการประกันตัว ก่อนที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีไป

 

จากจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบครอบครัวชาวจีนในเมืองพัทยา สู่การขยายผลย้อนดูข้อมูลผู้ต้องกักที่หายไปหลายร้อยราย นี่คือเส้นทางของคดีที่กำลังถูกจับตา และคำถามสำคัญที่ กมธ.กฎหมายฯ ต้องการคำตอบ คือใครอยู่เบื้องหลังขบวนการดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบเอาผิดไปถึงไหนแล้ว

ปฐมบท 'คดีพ่อทิพย์' ขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยให้ลูกชาวจีน

คดีพ่อทิพย์เป็นกรณีการทุจริตทางทะเบียนราษฎร โดยมีพฤติการณ์นำบุคคลสัญชาติไทยมาแสดงตัวเป็นบิดาของเด็กที่เกิดจากบิดาและมารดาชาวต่างชาติ เพื่อให้เด็กได้รับการแจ้งเกิดและมีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

รูปแบบที่ตรวจพบคือ การจัดหาชายไทยมาจดทะเบียนสมรสหรือรับรองบุตรกับหญิงชาวจีนที่ตั้งครรภ์ ก่อนนำเอกสารไปดำเนินการแจ้งเกิดและขอออกสูติบัตร โดยบุคคลที่ปรากฏชื่อเป็นบิดาตามเอกสารราชการไม่ได้เป็นบิดาทางสายเลือดของเด็ก

 

กระบวนการดังกล่าวทำให้เด็กที่มีบิดามารดาเป็นชาวต่างชาติได้รับสิทธิทางทะเบียนและสถานะสัญชาติไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สิทธิในการพำนัก ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย

 

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 กรมการปกครองร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและภัยความมั่นคงทางทะเบียน ป.ป.ท. และ ปปง. เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ชื่อ “ถอดเกล็ดมังกร” เข้าตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการอำพรางการจดทะเบียนสมรสและทุจริตระบบทะเบียนราษฎร เพื่อแจ้งเกิดให้บุตรชาวจีนได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ

 

การตรวจสอบพบพฤติการณ์ขายแพ็กเกจคลอดและแจ้งเกิดเท็จ รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตและพนักงานโรงพยาบาลเอกชนที่ถูกจับกุมในคดีนี้ต่อมา วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา 27 ราย ซึ่งถูกควบคุมตัวส่งฝากขังในคดีดังกล่าว

แฟ้มภาพ : ตรวจห้องกักตม.สวนพลู

กมธ.กฎหมายเปิดข้อมูลย้อนหลัง พบเคสพ่อทิพย์เสี่ยงนับพัน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการฯ และนายปิยรัฐ จงเทพ รองประธานกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงกรณีขบวนการพ่อทิพย์

 

การประชุมครั้งนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าจับตา โดยนายปิยรัฐระบุว่า จากการตรวจสอบโรงพยาบาล 8 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ พบกรณีที่เข้าข่ายความเสี่ยงประมาณ 1,000-1,500 คน

 

ลักษณะความผิดปกติที่ตรวจพบคือ บิดาและมารดาเป็นชาวต่างชาติ แต่กลับมีบุคคลอื่นมาแสดงตัวเป็นบิดาเพื่อดำเนินการขอสัญชาติไทยให้เด็ก

 

ขณะที่ข้อมูลจากการตรวจสอบย้อนหลังประมาณ 30 ปี พบกรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิทางทะเบียนมากกว่า 10,000 กรณี

 

ส่วนข้อมูลจากกรุงเทพมหานครที่นำมาชี้แจง พบว่า การตรวจสอบข้อมูลการแจ้งเกิดที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนตั้งแต่ปี 2550 พบกรณีเสี่ยงสูงหรือผิดปกติ 32 ราย เพิกถอนสูติบัตรแล้ว 19 ราย อีกประมาณ 1,500 รายอยู่ระหว่างตรวจสอบ และอีกกว่า 200 รายอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบจากตำรวจ

 

ประเด็นดังกล่าวทำให้ กมธ.กฎหมายฯ เดินหน้าตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลและกระบวนการทางทะเบียนที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะพบอีกหนึ่งกรณีที่นำไปสู่การเปิดประเด็นผู้ต้องกักชาวจีนหายจาก ตม.สวนพลู

สส.โตโต้

เปิดปมครอบครัวจีนพัทยา จุดเชื่อมโยงสู่ผู้ต้องกักหาย

จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบกรณีผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายตัวไปจาก ตม.สวนพลู เกิดจากการติดตามคดีพ่อทิพย์ในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

 

นายปิยรัฐเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ กมธ.กฎหมายฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีครอบครัวชาวจีนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีเด็กชาวจีนเป็นพี่น้อง 3 คน ได้รับสัญชาติไทยจากกระบวนการพ่อทิพย์ และพักอาศัยอยู่ในเมืองพัทยา ครอบครัวดังกล่าวมีบิดามารดาเป็นชาวจีน โดยบิดาชื่อ “อาคุณ” เป็นบุคคลที่มีฐานะร่ำรวย

 

จากการตรวจสอบพบข้อมูลว่า นายอาคุณเคยมีคดีหลบหนีเข้าเมือง และเคยถูกควบคุมตัวอยู่ที่ ตม.สวนพลู เพื่อเตรียมดำเนินการผลักดันส่งกลับประเทศจีน แต่ปรากฏว่าเมื่อตรวจสอบภายหลัง กลับพบว่านายอาคุณยังคงพักอาศัยและประกอบธุรกิจอยู่ในเมืองพัทยา

 

กรณีดังกล่าวทำให้ กมธ.ตั้งข้อสงสัยว่า นายอาคุณออกจากห้องกัก ตม.สวนพลู ได้อย่างไร และเหตุใดจึงไม่ถูกส่งตัวกลับประเทศจีนตามกระบวนการ เมื่อขยายผลตรวจสอบจึงพบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคดีทิพย์ โดยนำคดีที่สร้างขึ้นมาใช้เป็นเหตุขออายัดตัวผู้ต้องกักออกจากห้องกัก ตม.สวนพลู ก่อนดำเนินการให้ได้รับการประกันตัวในระหว่างการสอบสวน และหลบหนีไปในที่สุด

 

จากกรณีครอบครัวนี้ กมธ.จึงเริ่มตรวจสอบย้อนหลังว่า มีผู้ต้องกักรายอื่นอีกหรือไม่ที่ออกจากห้องกักด้วยกระบวนการลักษณะเดียวกัน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด

 

เปิดพฤติการณ์ 'คดีทิพย์' สร้างผู้เสียหายปลอม ใช้หมายจับอายัดตัวออกจาก ตม.

 

ข้อมูลที่นายปิยรัฐเปิดเผยระบุถึงพฤติการณ์ของขบวนการคดีทิพย์ว่า มีการสร้างคดีขึ้นมาโดยใช้ผู้เสียหายปลอมเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการดำเนินคดีกับชาวต่างชาติที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องกัก ตม.สวนพลู

 

ขั้นตอนที่ตรวจพบมีดังนี้

1.สร้างผู้เสียหายทิพย์

มีการจัดหาบุคคลมาแสดงตัวเป็นผู้เสียหาย เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน โดยกล่าวหาชาวต่างชาติที่ถูกกักตัวอยู่ที่ ตม.สวนพลู

 

2.สร้างคดีและขอหมายจับ

เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินการขอหมายจับ เพื่อนำมาใช้เป็นเหตุในการขออายัดตัวผู้ต้องกักออกจาก ตม.สวนพลู

 

3. นำตัวออกจากห้องกัก

เมื่อมีหมายจับหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง จะมีการประสานขอรับตัวผู้ต้องกักจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีตามกระบวนการของสถานีตำรวจ

 

4.ดำเนินการประกันตัว

หลังจากนำตัวผู้ต้องกักออกมาแล้ว จะดำเนินการให้ได้รับการประกันตัวระหว่างการสอบสวน

 

5.หลบหนีหลังได้รับการประกันตัว

เมื่อได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ผู้ต้องหากลับไม่อยู่ตามกระบวนการนัดหมายหรือหลบหนีไป ทำให้ไม่สามารถนำตัวกลับเข้าสู่กระบวนการส่งกลับประเทศได้

 

นายปิยรัฐระบุว่า จากการตรวจสอบพบคดีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จำนวน 204 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีอนาจารหรือคดีที่สามารถยอมความกันได้

 

นอกจากนี้ ยังพบคดีบางส่วนในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 สำหรับสถานีตำรวจที่พบจำนวนคดีมาก เช่น

- สน.หัวหมาก พบประมาณกว่า 40 คดี

- สน.บางนา พบ 18 คดี

 

นายปิยรัฐยังเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้พฤติการณ์ลักษณะดังกล่าวเคยปรากฏเป็นข่าว และเมื่อศาลรับทราบถึงกระบวนการที่เกิดขึ้น ก็มีการพิจารณาอนุมัติหมายจับในคดีลักษณะดังกล่าวอย่างเข้มงวดมากขึ้น

 

เมื่อกระบวนการเดิมทำได้ยากขึ้น กลุ่มที่เกี่ยวข้องจึงเปลี่ยนวิธีการไปใช้การจัดทำหมายจับปลอมแทน โดยเมื่อศาลทราบเรื่องก็มีการดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับการปลอมหมายจับไปแล้วหลายราย

 

เปิดตัวเลข 529 ผู้ต้องกักหาย จีน 325 ราย ไร้ร่องรอย 147 ราย

ประเด็นที่ทำให้คดีนี้ขยายวงกว้าง คือผลการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังผู้ต้องกักชาวต่างชาติที่เคยถูกควบคุมตัวอยู่ที่ ตม.สวนพลู ในช่วงปี 2561 ถึงต้นปี 2569

 

นายปิยรัฐเปิดเผยตัวเลขว่า พบผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายไปจากระบบรวมทั้งสิ้น 529 ราย โดยแบ่งเป็นชาวจีน 325 ราย ในจำนวนดังกล่าว เฉพาะกลุ่มผู้ต้องกักชาวจีนที่ไม่มีข้อมูลการส่งตัวกลับเข้ามายัง ตม.สวนพลู พบจำนวน 147 ราย

 

ตัวเลขผู้ต้องกักที่ถูกเปิดเผย

- ผู้ต้องกักชาวต่างชาติ 529 ราย

- ผู้ต้องกักชาวจีน 325 ราย

- ชาวจีนที่ไม่มีข้อมูลส่งกลับ 147 ราย

- คดีเกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวน บช.น. 204 คดี

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 147 รายเป็นกลุ่มที่ไม่มีข้อมูลการส่งตัวกลับเข้ามายัง ตม.สวนพลู ส่วนผู้ต้องกักชาวจีนที่เหลือยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ปัจจุบันยังอยู่ในสถานที่ควบคุมตัวหรือหลบหนีไปแล้ว

 

การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตามผู้ต้องกักที่หายไป แต่ยังรวมถึงการตรวจสอบกระบวนการนำตัวออกจากห้องกัก เอกสารที่ใช้ประกอบการขอรับตัว หมายจับ และการดำเนินการของพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องด้วย

 

เรียกค่าดำเนินการ 2-10 ล้านบาท แลกอิสรภาพผู้ต้องหา

อีกประเด็นหนึ่งที่นายปิยรัฐเปิดเผย คือค่าดำเนินการของขบวนการดังกล่าว ซึ่งมีการเรียกเก็บเงินตั้งแต่ 2-10 ล้านบาทต่อราย

 

โดยกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่งเป็นชาวจีนเทา มีประวัติเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และบางรายมีหมายแดงของตำรวจสากล (Interpol Red Notice)

 

นายปิยรัฐระบุว่า ผู้ต้องหาบางรายหากถูกส่งตัวกลับประเทศจีน อาจต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิต จึงทำให้การจ่ายเงินจำนวนหลายล้านบาทเพื่อออกจากห้องกักและหลบหนี กลายเป็นทางเลือกที่ผู้ต้องหาเหล่านี้ให้ความสำคัญ

 

นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึงพฤติการณ์ที่ผู้ต้องหาสามารถกลับไปดำเนินกิจกรรมหลอกลวงเหยื่อเพื่อหาเงินต่อได้ภายหลังหลบหนีออกจากห้องกัก

 

ข้อมูลเรื่องค่าดำเนินการและพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่นายปิยรัฐเปิดเผยจากการติดตามตรวจสอบของ กมธ.กฎหมายฯ โดยยังต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง

 

ตม.เคยชี้แจงปมปล่อยผู้ต้องกัก อ้างมีหมายจับและเอกสารครบถ้วน

ก่อนการเปิดเผยตัวเลขผู้ต้องกักหาย 529 ราย ประเด็นการนำผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องกัก ตม.สวนพลู เคยมีการร้องเรียนและมีคำชี้แจงจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว

 

วันที่ 13 มกราคม 2569 พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยกรณีมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อนำตัวผู้ต้องกักออกจากห้องกัก ตม.สวนพลู

 

กรณีดังกล่าวมีการกล่าวถึงผู้ต้องกักชาวจีน 2 ราย คือ นายหม่า กวงซวี่ และนายเสี่ยวหลง

 

พล.ต.ต.ภานพชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่า การนำตัวผู้ต้องกักทั้งสองรายส่งให้พนักงานสอบสวนเป็นไปตามหนังสือขอรับตัวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและหน่วยงานตำรวจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีหมายจับศาลประกอบด้วย

 

โดยระบุว่า หากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่ดำเนินการตามหนังสือขอรับตัวและหมายจับ อาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า ตั้งแต่กลางปี 2568 กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ประกอบการสืบสวนสอบสวนแล้ว

 

ต่อมา วันที่ 16 มกราคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีตำรวจถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนช่วยเหลือผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องควบคุมตัวของ ตม.สวนพลู

 

ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องติดตามควบคู่กับข้อมูลใหม่ที่ กมธ.กฎหมายฯ เปิดเผยเกี่ยวกับผู้ต้องกักหายตัวไปหลายร้อยราย


กมธ.กฎหมายฯ เชิญตำรวจแจง 2 ครั้ง ยังไม่ได้คำตอบ เตรียมใช้อำนาจเรียก

ภายหลังพบข้อมูลผู้ต้องกักหายตัวไปจำนวนมาก กมธ.กฎหมายฯ ได้ดำเนินการเชิญหน่วยงานตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ทั้งในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง การติดตามผู้ต้องกักที่หายตัวไป และความคืบหน้าการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการ

 

นายปิยรัฐเปิดเผยว่า กมธ.ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อเชิญเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ

 

โดยกำหนดนัดหมายครั้งแรกในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่ปรากฏว่าฝ่ายตำรวจส่งตัวแทนมาแจ้งว่า ยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าชี้แจง เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายและโยกย้ายตำแหน่งผู้บังคับบัญชา

 

จากนั้นจึงมีการเลื่อนนัดเป็นวันที่ 22 ตุลาคม 2569 แต่การเข้าชี้แจงครั้งที่สองกลับมอบหมายให้พันตำรวจโทนายหนึ่งเข้ามาเป็นตัวแทน ทำให้ กมธ.กฎหมายฯ ระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงพอ

 

ประเด็นที่ กมธ.ต้องการคำชี้แจงประกอบด้วย

1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องกักที่หายตัวไปจาก ตม.สวนพลู

2.กระบวนการนำผู้ต้องกักออกจากห้องกักด้วยหมายจับและเอกสารขอรับตัว

3.พฤติการณ์สร้างคดีทิพย์และการใช้หมายจับปลอม

4.ความคืบหน้าการสอบสวนพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจเกี่ยวข้อง

5. แนวทางติดตามตัวผู้ต้องกักที่หลบหนีและดำเนินการตามกฎหมาย

 

นายปิยรัฐระบุว่า ขณะนี้ กมธ.อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าชี้แจงเป็นครั้งที่ 3 เมื่อใด หากยังไม่ได้รับความร่วมมือ อาจพิจารณาใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาให้ข้อมูล

 

ทั้งนี้ นายปิยรัฐระบุว่า กมธ.ไม่ได้ต้องการใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อบีบบังคับเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้การตรวจสอบนำไปสู่การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้

 

เปิดตัวเลขคดีพ่อทิพย์ล่าสุด ศาลอนุมัติ 46 หมายจับ เร่งเพิกถอนสูติบัตร

ขณะที่ความคืบหน้าการดำเนินคดีพ่อทิพย์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยข้อมูลการดำเนินคดีกรณีจ้างคนไทยเป็นบิดาเพื่อแจ้งเกิดให้บุตรคนต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

ผลการตรวจสอบพบรายการกระทำความผิด 50 รายการ โดยเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลที่ทำคลอดและรับรองการเกิดรวม 11 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ

 

มีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร มาตรา 90 จำนวน 17 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นบิดาสัญชาติไทย 15 คน บิดาต่างด้าว 5 คน มารดาต่างด้าว 12 คน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน และเจ้าหน้าที่รัฐในสำนักงานเขต 1 คน รวม 34 คน

 

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 จำนวน 12 คดี เกี่ยวข้องกับบุตรของคนต่างด้าวที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 4 คน บิดาสัญชาติไทยหรือพ่อทิพย์ 5 คน บิดาต่างด้าว 1 คน และมารดาต่างด้าว 4 คน

 

ความคืบหน้าที่สำคัญคือ ศาลอนุมัติหมายจับแล้วรวม 46 หมาย แบ่งเป็น

-  บิดาสัญชาติไทย หรือพ่อทิพย์ 12 หมาย

- บิดาต่างด้าว 9 หมาย

- มารดาต่างด้าว 16 หมาย

- บุตรของคนต่างด้าวอายุ 18 ปีขึ้นไป 3 หมาย

- เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 3 หมาย

- เจ้าหน้าที่รัฐ 3 หมาย

 

กรมการปกครองได้มอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนในสังกัด บช.น. รวม 29 คดี ครอบคลุมพื้นที่สถานีตำรวจ 12 แห่ง

 

ส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จตามมาตรา 162 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 137 แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตามมาตรา 267 และใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จตามมาตรา 268 รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร และ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงมหาดไทยจะประสานกรุงเทพมหานครให้ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรของบุตรคนต่างด้าว 21 รายการ พร้อมเร่งรัดการเพิกถอนให้ครบทั้ง 50 รายการ และเข้าตรวจสอบสำนักงานเขตเป้าหมาย 8 แห่ง เพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานและขยายผลความผิดปกติทางทะเบียนเพิ่มเติม

 

จับตา 2 ปมใหญ่ คดีพ่อทิพย์กับผู้ต้องกักจีนหาย ใครต้องรับผิดชอบ?

จากการตรวจสอบของ กมธ.กฎหมายฯ ที่เริ่มต้นจากขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร ก่อนขยายไปสู่กรณีผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายตัวจาก ตม.สวนพลู ทำให้มีประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน

1. การดำเนินคดีพ่อทิพย์

ต้องติดตามการขยายผลผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งกลุ่มนายหน้า บิดาทิพย์ บิดามารดาต่างด้าว เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการเพิกถอนสูติบัตรและสถานะทางทะเบียนที่ได้มาโดยมิชอบตามกระบวนการกฎหมาย

 

2. ผู้ต้องกักชาวต่างชาติหายจาก ตม.สวนพลู

ต้องตรวจสอบผู้ต้องกัก 529 ราย โดยเฉพาะชาวจีน 147 รายที่ไม่มีข้อมูลการส่งตัวกลับ รวมถึงตรวจสอบกระบวนการอายัดตัว การออกหมายจับ การใช้เอกสารขอรับตัว และการประกันตัว ตลอดจนความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะนี้ กมธ.กฎหมายฯ อยู่ระหว่างเตรียมเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าชี้แจงเป็นครั้งที่ 3 หลังการเข้าชี้แจงสองครั้งก่อนหน้ายังไม่ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

 

มหากาพย์จากคดีพ่อทิพย์จึงยังไม่สิ้นสุด และปมผู้ต้องกักชาวจีนที่หายไปจากห้องกัก ตม.สวนพลู ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามทั้งการค้นหาตัวผู้ต้องกัก การตรวจสอบขบวนการคดีทิพย์ และการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย

ข่าวล่าสุด

ซีพี บ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่จากเยาวชนทุน 300 คน ถ่ายทอดแนวคิด “6+6” เสริมทักษะรับโลกเปลี่ยน พร้อมสร้างประโยชน์ให้สังคม

ซีพี บ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่จากเยาวชนทุน 300 คน ถ่ายทอดแนวคิด “6+6” เสริมทักษะรับโลกเปลี่ยน พร้อมสร้างประโยชน์ให้สังคม