
สภาฯ มติ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่อนุญาตส่งตัว 'สส.ชนนพัฒฐ์' ให้ดีเอสไอ
ที่ประชุมสภาฯ มีมติเสียงข้างมากไม่อนุญาตให้ดีเอสไอเรียกตัว 'นายชนนพัฒฐ์' นาคสั้ว สส.สงขลา ไปสอบสวนคดีระหว่างสมัยประชุม เพื่อรักษาหลักเอกสิทธิ์คุ้มครอง
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งหนังสือขออนุญาตสภาฯ ออกหมายเรียก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุดในระหว่างสมัยประชุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ซึ่งผลการลงมติจากที่ประชุมพบว่า มีผู้เห็นด้วย 126 เสียง ไม่เห็นด้วย 308 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ส่งผลให้สภาฯ มีมติไม่อนุญาตให้ส่งตัว สส. คนดังกล่าวไปดำเนินคดีในข้อเรียกร้องนี้
ก่อนการลงมติ ที่ประชุมมีความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการส่งตัว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ และพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งให้เหตุผลเรื่องการรักษาหลักการและเอกสิทธิ์คุ้มครองของ สส. ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติในฐานะผู้แทนประชาชน เนื่องจากสภาฯ กำลังจะปิดสมัยประชุมในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยยืนยันว่าไม่ใช่การเกื้อหนุนให้อยู่เหนือกฎหมาย เพราะเมื่อสิ้นสุดสมัยประชุมแล้ว กระบวนการยุติธรรมก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนให้ส่งตัว สส. ไปดำเนินคดี ประกอบด้วย พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และเป็นขั้นตอนปกติเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลทางการเมือง จึงไม่มีประเด็นการกลั่นแกล้งจากฝ่ายบริหาร การส่งตัวจะช่วยรักษาภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของสภาฯ ต่อสายตาประชาชนและต่างชาติ ทั้งยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ในระบอบประชาธิปไตย
ทางด้าน นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. ที่ถูกพาดพิง ได้อภิปรายต่อที่ประชุมว่า ตนเองมีความพร้อมและยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงยอมรับผลการลงมติของสภาฯ ทุกประการ แต่จำเป็นต้องยึดมั่นในหลักการภาพรวมของเอกสิทธิ์ สส. พร้อมยืนยันว่าเมื่อปิดสมัยประชุมแล้ว ตนจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างแน่นอน การพิจารณาครั้งนี้อ้างอิงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ที่ระบุถึงความคุ้มกันสมาชิกสภาระหว่างสมัยประชุม ซึ่งเป็นแนวทางหลักที่สภาฯ เคยถือปฏิบัติมาโดยตลอดในการคุ้มครองการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อรักษาสมดุลแห่งอำนาจไม่ให้ถูกแทรกแซงจากส่วนอื่น







