posttoday
วัสเจาะกลไกกันพยานคดีฮั้วสว. ชี้กลับคำความคุ้มกันสิ้นสุด

วัสเจาะกลไกกันพยานคดีฮั้วสว. ชี้กลับคำความคุ้มกันสิ้นสุด

19 กันยายน 2569

วัส ติงสมิตร เปิดข้อกฎหมายกันพยานคดีฮั้วสว. ชี้ความคุ้มกันมีเงื่อนไข พร้อมตั้งคำถามพยานที่เป็น สว. และความรับผิดของ กกต.

KEY

POINTS

  • กกต. มีอำนาจตามกฎหมายในการกันผู้ร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยาน หากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของตัวการสำคัญ
  • นายวัส ติงสมิตร ชี้ว่าความคุ้มกันพยานจะสิ้นสุดลง หากพยานกลับคำให้การ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือปฏิเสธที่จะเบิกความ
  • มีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีพยานที่เป็น สว. ว่าอาจต้องถูกตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งตำแหน่ง แม้จะถูกกันไว้เป็นพยานในคดีอาญาก็ตาม

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ เปิดข้อกฎหมายเกี่ยวกับ “การกันบุคคลไว้เป็นพยาน” ในคดีฮั้วเลือก ส.ว. 2567 พร้อมตั้งคำถามถึงผลทางกฎหมายเมื่อพยานกลับคำ และกรณีผู้ที่ได้รับการกันเป็นพยานปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ว.

หลักการกันผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยานมีเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลจากบุคคลในเครือข่ายไปพิสูจน์ความผิดของตัวการสำคัญ โดยกฎหมายไทยหลายฉบับเปิดช่องให้ใช้มาตรการนี้

ในส่วนของ กกต. พ.ร.ป. กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 46 พ.ร.ป. ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 167 และ พ.ร.ป. ส.ว. พ.ศ. 2561 มาตรา 65 ให้อำนาจกันผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดไว้เป็นพยาน หากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของ “ตัวการสำคัญ”

ความคุ้มกันมีเงื่อนไข

นายวัสอธิบายว่า การกันบุคคลไว้เป็นพยานตามมาตรา 65 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563 ข้อ 10 ไม่ใช่การล้างความผิดถาวร

นายวัส ระบุว่า หากพยานให้ถ้อยคำเท็จ ปฏิเสธไม่ไปเบิกความ หรือไปเบิกความแล้วกลับคำหรือให้การไม่ตรงกับถ้อยคำเดิม ความคุ้มกันย่อมสิ้นสุดลง

นายวัสยกกรณีพยานรหัส 16/26 โดยเห็นว่า เมื่อเกิดการกลับคำ ผู้รับมอบอำนาจต้องรายงานต่อ กกต. เพื่อพิจารณาเพิกถอนการกันบุคคลดังกล่าวไว้เป็นพยาน และนำกลับเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

นายวัสยังระบุว่า ผู้กลับคำอาจเผชิญทั้งคดีเดิมตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และความผิดใหม่ หากข้อเท็จจริงเข้าข่ายแจ้งความเท็จหรือให้การเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา

จับตาพยาน 21/26 และ 22/26

นายวัสตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงพยานรหัส 21/26 และ 22/26 ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ว. โดยข้อมูลเกี่ยวกับคำให้การเดิมที่ถูกเผยแพร่ระบุว่า ทั้งสองเชื่อมโยงตนเองกับ “โพย” หรือ “เลขชุด” และอธิบายที่มาของคะแนนบางส่วนของตน

นายวัสเห็นว่า หากข้อเท็จจริงดังกล่าวเข้าข่ายการเลือกที่ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม จะเกิดคำถามว่ากรณีนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 62 เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาสิทธิทางการเมืองและสถานะ ส.ว. หรือไม่

ประเด็นนี้เป็น ข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายของวัส ไม่ใช่ข้อยุติว่าพยานทั้งสองกระทำผิดแล้ว

ตั้งคำถามถึงการใช้ดุลพินิจของ กกต.

นายวัสยังตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. ใช้การกลับคำหรือสถานะการกันเป็นพยานเป็นเหตุยกคำร้องเพื่อช่วยผู้ถูกกล่าวหาหรือตัวการสำคัญไม่ให้คดีไปถึงศาล กรรมการ กกต. อาจถูกตั้งคำถามเรื่องการปฏิบัติหน้าที่

นายวัสอ้างถึง พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวถึงความรับผิดของ กกต. ในส่วนนี้ยังเป็น ความเห็นและข้อสังเกตของวัส ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่ากรรมการ กกต. กระทำความผิด

 

สิ่งที่ต้องจับตา

โจทย์ต่อจากนี้อยู่ที่ กกต. จะจัดการอย่างไรหากพยานที่ได้รับความคุ้มกันกลับคำ และกรณีพยานที่ปัจจุบันเป็น ส.ว. จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามมาตรา 62 แยกจากการกันไว้เป็นพยานในคดีอาญาหรือไม่

นายวัสย้ำว่า เป้าหมายของกลไกกันพยานคือใช้ข้อมูลสาวถึงตัวการสำคัญ ไม่ใช่ใช้เป็นช่องทางยุติคดี พร้อมชี้ว่า กกต. ต้องใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติในการใช้ดุลพินิจ

3 ประเด็นสำคัญ

* กฎหมายเปิดทางให้ กกต. กันผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดไว้เป็นพยาน หากข้อมูลช่วยพิสูจน์ความผิดของ “ตัวการสำคัญ”
* วัสชี้ หากพยานให้ถ้อยคำเท็จ ไม่ไปเบิกความ หรือกลับคำ ความคุ้มกันจากการกันเป็นพยานสิ้นสุดลง
* จับตาพยาน 21/26 และ 22/26 ซึ่งเป็น สว. วัสตั้งคำถามว่าการกันพยานจะตัดกระบวนการตามมาตรา 62 ได้หรือไม่

 

แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ว้ส ติงสมิตร

https://www.facebook.com/share/p/18iJupeSeL/?mibextid=wwXIfr

 

ข่าวล่าสุด

กรมชลประทานเตือน 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา รับมือน้ำท้ายเขื่อน

กรมชลประทานเตือน 11 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา รับมือน้ำท้ายเขื่อน