
จีนชี้ “สมองหุ่นยนต์” จ่อทะลุ GPT-3 ในปี 2027 แต่การใช้งานฮิวแมนนอยด์เต็มรูปแบบยังต้องรอ
Spirit AI ประเมินหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้าใจคำสั่งภาษาธรรมชาติและทำงานต่อเนื่องได้ภายในปีหน้า แต่การใช้งานในบ้านยังต้องใช้เวลาอีกมาก
วงการหุ่นยนต์จีนกำลังเร่งพัฒนา “สมอง” หรือซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ควบคุมหุ่นยนต์ หลังความก้าวหน้าด้านฮาร์ดแวร์ทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถวิ่ง เต้น และตีลังกาได้ ขณะที่บริษัทต่างๆ หันมาแข่งขันด้าน Embodied AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้หุ่นยนต์เข้าใจสภาพแวดล้อมและลงมือทำงานจริงได้
เกา หยาง ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Spirit AI บริษัทพัฒนา “สมองหุ่นยนต์” ของจีน กล่าวว่า ปัจจุบันซอฟต์แวร์ยังเป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบหุ่นยนต์ และบริษัทคาดว่าจะบรรลุระดับเทียบเท่า GPT-3 ภายในกลางปี 2027
เมื่อถึงจุดดังกล่าว ผู้ใช้งานจะสามารถพูดคุยกับหุ่นยนต์ด้วยภาษาธรรมชาติ และสั่งให้ทำงานหลายขั้นตอนได้ โดยหุ่นยนต์จะสามารถวางแผนและดำเนินการทางกายภาพที่เหมาะสมเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ
ความก้าวหน้านี้ถูกมองว่าอาจเป็น “ChatGPT moment” ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ หรือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เทคโนโลยีจากห้องทดลองเข้าสู่การใช้งานในวงกว้าง เช่นเดียวกับการเปิดตัว ChatGPT ของ OpenAI ในปี 2022 ที่ทำให้ Generative AI เข้าถึงผู้ใช้งานทั่วไป
ใช้ข้อมูลมนุษย์ฝึก “สมอง”
Spirit AI มีผู้รับเหมาราว 1,000 คนทั่วประเทศทำหน้าที่เก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวของมนุษย์ในบ้านและโรงงาน เพื่อนำไปฝึกระบบ AI โดยศูนย์ฝึกข้อมูลในกรุงปักกิ่งให้ผู้ปฏิบัติงานติดเซ็นเซอร์และทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เปิดตู้เย็น ปลดล็อกตู้นิรภัย และหั่นผัก
ปัจจุบันหุ่นยนต์ของบริษัทสามารถทำงานง่ายๆ ในสภาพแวดล้อมห้องนั่งเล่นที่มีการควบคุมได้สำเร็จประมาณ 90%
เกาประเมินว่า ช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเริ่มต้นของการนำหุ่นยนต์ไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และภายในราว 2 ปี หุ่นยนต์อาจเริ่มทำงานง่ายๆ ในธุรกิจบริการ ขณะที่การนำเข้าไปใช้งานในบ้านจะมีความซับซ้อนกว่ามาก
Spirit AI ก่อตั้งในปี 2024 ปัจจุบันมีพนักงานราว 300 คน ระดมทุนแล้วกว่า 670 ล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าบริษัทประมาณ 20,000 ล้านหยวน หรือ 2,900 ล้านดอลลาร์ โดยมีหุ่นยนต์ล้อเลื่อนรุ่น Moz1 จำนวนหลายสิบตัวใช้งานในสายการผลิตของ CATL และ JD.com ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนของบริษัท
จากทำงานเดี่ยว สู่ภารกิจต่อเนื่อง
เกากล่าวว่า เมื่อบริษัทเริ่มต้น หุ่นยนต์ยังทำได้เพียงงานเดี่ยวๆ เช่น เทน้ำหรือพับเสื้อผ้า แต่ปัจจุบันสามารถเคลื่อนที่ในพื้นที่ขนาดใหญ่และทำงานที่ซับซ้อนต่อเนื่องหลายขั้นตอนได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น การควบคุมการเคลื่อนไหวละเอียดระดับสูง การเปิดฝาขวด และการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน
Spirit AI ยังเน้นใช้ ข้อมูลจากโลกจริง มากกว่าการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เนื่องจากงานบางประเภท เช่น การจัดการกับวัตถุที่ยืดหยุ่นและเปลี่ยนรูปได้ ไม่สามารถจำลองพฤติกรรมได้แม่นยำเพียงพอ
บริษัทยังพบว่าการใช้ข้อมูลที่มีความหลากหลาย แม้จะไม่สมบูรณ์แบบหรือเรียกว่า “dirty data” สามารถช่วยให้โมเดลเรียนรู้ได้เร็วขึ้น เมื่อเทียบกับการฝึกด้วยข้อมูลการเคลื่อนไหวที่ต้องทำซ้ำจนได้รูปแบบที่แม่นยำสมบูรณ์
ความปลอดภัยโจทย์ใหญ่เมื่อหุ่นยนต์ฉลาดขึ้น
แม้ความเสี่ยงที่ AI จะควบคุมไม่ได้ยังไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วนสำหรับหุ่นยนต์ เนื่องจากโมเดลปัจจุบันยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่เกามองว่าประเด็นความปลอดภัยจะมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อหุ่นยนต์เริ่มทำงานร่วมกับมนุษย์ในพื้นที่จริง โดยเฉพาะบ้านและสถานที่ให้บริการที่มีสภาพแวดล้อมคาดเดาได้ยาก
Spirit AI จึงติดตั้งระบบควบคุมแรงทั้งตัว หากหุ่นยนต์ตรวจพบแรงปะทะกับสภาพแวดล้อมสูงเกินกำหนด ระบบจะสั่งเบรกฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ
เการะบุว่า เมื่อโมเดลพื้นฐานของหุ่นยนต์พัฒนาเข้าสู่ระดับที่มีความเป็นอิสระสูงเทียบเท่า “GPT-4” การวิจัยด้านความปลอดภัยและการทำให้ AI สอดคล้องกับเป้าหมายของมนุษย์จะกลายเป็นประเด็นที่สามารถนำไปใช้งานจริงได้มากขึ้น







