
BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"
เปลี่ยนความเย็นที่เคยสูญเปล่าให้กลายเป็นพลังงาน! โรงแยกอากาศ MAP จ.ระยอง นำเทคโนโลยี LNG Cold Energy Recovery กลับมาใช้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 50% พร้อมรับการเติบโตของ EEC
KEY
POINTS
- โรงแยกอากาศ MAP ใช้นวัตกรรมนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในกระบวนการแยกอากาศ เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรม
- เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
- การผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ EEC เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์
MAP พลิกความเย็น LNG เป็นพลังงานผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ หนุน EEC รับอุตสาหกรรมไฮเทค
โรงแยกอากาศ MAP จังหวัดระยอง นำพลังงานความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG กลับมาใช้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ลดการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานคาร์บอนต่ำ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการนำพลังงานและทรัพยากรที่เคยสูญเสียไปในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากและมีความต้องการก๊าซอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบสำคัญ
หนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ คือ โรงแยกอากาศ MAP (Map Ta Phut Air Separation Plant) จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
โดยนำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Regasification) กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดภาระการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็น และเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการผลิต โดยโรงแยกอากาศ MAP นับเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำพลังงานความเย็นจากกระบวนการ LNG มาใช้ประโยชน์ในกระบวนการแยกอากาศ
เปลี่ยนความเย็นจาก LNG เป็นก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
หลักการทำงานของโรงแยกอากาศ MAP คือการนำอากาศจากบรรยากาศเข้าสู่กระบวนการกำจัดความชื้นและสิ่งเจือปน ก่อนอัดและลดอุณหภูมิจนสามารถแยกองค์ประกอบของอากาศออกเป็นออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ตามคุณสมบัติและจุดเดือดที่แตกต่างกัน
หัวใจสำคัญอยู่ที่การนำพลังงานความเย็นจาก LNG ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลับเป็นก๊าซ มาใช้สนับสนุนกระบวนการแยกอากาศ แทนการพึ่งพาระบบสร้างความเย็นด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดเหมือนโรงแยกอากาศแบบดั้งเดิม
เทคโนโลยี LNG Cold Energy Recovery (การนำพลังงานความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลวกลับมาใช้ประโยชน์) จึงเป็นตัวอย่างของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำพลังงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหนึ่งมาต่อยอดเป็นประโยชน์ในอีกกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปัจจุบันโรงแยกอากาศ MAP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 มีกำลังการผลิตออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมมากกว่า 450,000 ตันต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย
นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด กล่าวว่า
“บีไอจีไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตและให้บริการก๊าซอุตสาหกรรม แต่เรามุ่งพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ลูกค้าในทุกภาคอุตสาหกรรม ภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ Generating a Cleaner Future”
โครงสร้างพื้นฐานใหม่ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ความสำคัญของก๊าซอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เหล็ก และโลหะเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการแพทย์และสาธารณสุข
ขณะเดียวกัน การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งพลังงาน ระบบสาธารณูปโภค และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต
การมีแหล่งผลิตก๊าซอุตสาหกรรมที่สามารถลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนได้ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
นอกจากการพัฒนา MAP1 แล้ว บีไอจียังมีแผนขยายกำลังการผลิตผ่านโครงการ MAP2 ซึ่งเป็นโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 พัฒนาโดยบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท และกำลังการผลิตสูงสุด 450,000 ตันต่อปี โดยจัดพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2569
เมื่อ MAP2 เพิ่มกำลังการผลิต จะทำให้กำลังการผลิตรวมของ MAP1 และ MAP2 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 900,000 ตันต่อปี พร้อมศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมมากกว่า 186,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามเป้าหมายที่บริษัทระบุ
การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงในการจัดหาก๊าซอุตสาหกรรม รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของภาคการผลิต และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย
ก๊าซคาร์บอนต่ำ ต้องพิสูจน์ได้ตลอดกระบวนการผลิต
อีกประเด็นที่สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม คือการให้ความสำคัญกับการตรวจวัดและรับรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงการประกาศเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กร
บีไอจีได้รับการรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint of Product (CFP) สำหรับผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรม 6 รายการ ได้แก่ ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และไฮโดรเจน โดยบริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบทั่วไป
นอกจากนี้ ยังได้รับการรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint Reduction (CFR) สำหรับผลิตภัณฑ์ไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจน ซึ่งเป็นการรับรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
การรับรองทั้งสองประเภทมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลด้านคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ สามารถนำไปประกอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก
ต่อยอดจากโรงงานสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรม
การนำก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำไปใช้ในภาคธุรกิจเริ่มเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น การจัดส่งไนโตรเจนคาร์บอนต่ำให้บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ จำกัด เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มเบอร์ดี้ ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับการใช้ไนโตรเจนทั่วไป
ส่วนการใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำมีการจัดส่งให้บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP สำหรับโรงงานวังศาลา จังหวัดกาญจนบุรี และโรงงานบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ขณะที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นำออกซิเจนคาร์บอนต่ำมาใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมสามารถขยายผลจากผู้ผลิตต้นทางไปยังผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงภาคสาธารณสุข
สำหรับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอย่างพื้นที่มาบตาพุดและ EEC โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและก๊าซอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับการลงทุนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยังต้องอาศัยการบริหารจัดการพลังงานอย่างรอบด้าน การวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตรวจสอบได้ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ
ก๊าซอุตสาหกรรมอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน
หลายคนอาจคิดว่าก๊าซอุตสาหกรรมเป็นเรื่องไกลตัว เกี่ยวข้องเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ โรงงานเหล็ก หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่ในความเป็นจริง ก๊าซเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตอาหารที่ผู้บริโภคพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เครื่องดื่ม กาแฟ ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงอาหารแปรรูป
ไนโตรเจน: เบื้องหลังความสดใหม่ของอาหาร
ไนโตรเจนเป็นก๊าซที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกระบวนการบรรจุอาหารในบรรยากาศดัดแปลง (Modified Atmosphere Packaging: MAP) ซึ่งเป็นการปรับองค์ประกอบของก๊าซภายในบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างที่ผู้บริโภคคุ้นเคยคือถุงขนมขบเคี้ยวและอาหารบรรจุซองบางประเภท การเติมไนโตรเจนช่วยลดปริมาณออกซิเจนภายในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ และช่วยป้องกันขนมแตกหักระหว่างการขนส่ง
นอกจากนี้ ไนโตรเจนยังถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มและกาแฟ เช่น เครื่องดื่มกาแฟพร้อมดื่ม โดยสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตและบรรจุ เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมของผลิตภัณฑ์
ออกซิเจน: ไม่ได้ใช้เฉพาะในทางการแพทย์
ออกซิเจนมีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารบางประเภท เช่น กระบวนการหมักที่ต้องใช้ออกซิเจนสำหรับจุลินทรีย์บางชนิด รวมถึงการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอาหาร ซึ่งต้องใช้ออกซิเจนสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์
อาร์กอน: ก๊าซเฉพาะทางในกระบวนการผลิต
อาร์กอนเป็นก๊าซเฉื่อยที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะงานโลหะและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องการสภาพแวดล้อมที่ลดปฏิกิริยากับออกซิเจน แม้จะไม่ใช่ก๊าซที่พบในผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไป แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของระบบการผลิตสมัยใหม่
เมื่อก๊าซอุตสาหกรรมเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนต่ำ
ความสำคัญของการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในโรงงานต้นทาง แต่ยังสามารถส่งต่อประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการที่นำก๊าซไปใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า
นี่จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็น เพราะการลดคาร์บอนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนผลิตไฟฟ้าหรือเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระบวนการผลิตวัตถุดิบและส่วนประกอบที่อยู่เบื้องหลังสินค้าในชีวิตประจำวัน
ท้ายที่สุด โรงงานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ตั้งแต่พลังงาน วัตถุดิบ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงสินค้าที่ส่งถึงมือผู้บริโภค..







